ผู้เขียน หัวข้อ: พระแท้ดูยาก มีวิธีการดูอย่างไร โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน  (อ่าน 1501 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

admin

  • คลับพระดอทคอม พระเครื่อง ราคาพระเครื่อง ตลาดพระเครื่อง
  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 37
  • พระเครื่อง คลับพระดอทคอม
    • ดูรายละเอียด
    • พระเครื่อง ราคาพระเครื่อง ตลาดพระเครื่อง
ตั้งแต่ผมเข้ามาในวงการพระ เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจ ด้านประวัติศาสตร์ของไทย แบบค่อยๆเดินทีละก้าวจากพระเนื้อดินองค์แรกของผมคือ พระแผงตัดเก้า กรุพระธาตุนาดูนก้าวเข้ามาศึกษาพระทวาราวดีกรุต่างๆ ทั่วประเทศไทยพระศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย เชียงแสน อู่ทอง และอยุธยาที่ส่วนใหญ่ผมจะเน้นศึกษาพระเนื้อดินเป็นหลัก เพราะผมเรียนมาทางด้านนี้

แต่พอมาถึงพระลพบุรี ก็มีเนื้อชินเป็นส่วนใหญ่ผมก็เลยค่อยๆปรับชุดความรู้เข้าหาเนื้อชินจนครบทุกเนื้อแต่เมื่อศึกษาเนื้อดินมาระยะหนึ่ง ก็พานพบกับคำว่า พระเบญจภาคีผมก็ลองเดินตามสายนี้มา จนพบว่าในชุดเนื้อดินก็ยังมีเนื้อผงปนมาองค์หนึ่งคือ พระสมเด็จ ผมก็เลยต้องหันมาเพิ่มเติมความรู้พระเนื้อผงเข้าไปอีกและเมื่อมองย้อนกลับไปหาพระเนื้อดินเชิงรายละเอียด ก็พบว่าพระส่วนใหญ่เป็นดินดิบผสมว่าน ทั้งผงสุพรรณ นางพญา และซุ้มกอก็เลยต้องกลับไปทบทวนเรื่องเนื้อว่านและดินดิบเลยทำให้ต้องมาศึกษาพระเนื้อว่านแบบ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ 2497 ที่พบว่าเป็นเนื้อว่านจริงๆ ไม่ใช่น้ำว่านเหมือนในอดีตและเมื่อทบทวนเรื่องน้ำว่าน ก็พบว่าเป็นหลักการเดียวกับน้ำมันตังอิ้วที่ผสมในพระเนื้อผงและหลวงปู่ทวดแต่การผลิตน้ำว่านน่าจะทำได้ยากกว่า ทั้งการหาและการแปรรูปขนาดพระรูปหลวงปู่ทวด 2497 ก็ยังยากลำบากในการหาว่านจากธรรมชาติ ทั้งๆที่เป็นเพียงการนำว่าน 108 มาตากแห้งและบดใช้โดยตรง ไม่ได้มีการทำเป็นน้ำว่านก่อน จึงยังต้องผสมตังอิ้ว และผงปูน เพื่อรักษาเนื้อพระไม่ให้แตกร้าวได้ง่าย กว่าผมจะเข้าใจพระแต่ละองค์ ผมได้ศึกษาที่มาและแนวคิดในการสร้างพระวัสดุที่ใช้การเตรียมการและการวางแผนต่างๆความพร้อมทางด้านความรู้ ทรัพยากร และแรงงานขั้นตอนการดำเนินงานปัญหาและอุปสรรคในการสร้างพระ

ผลที่น่าจะเกิด และความหลากหลายเชิงคุณภาพขององค์พระ ต่อจากนั้น ก็การบรรจุกรุ หรือการเก็บรักษาการเปิดกรุ หรือการนำไปใช้สภาพการดูและ และปัญหาของการดูแลพระจนถึงสภาพพระที่เห็นอยู่ในปัจจุบันพอมองย้อนกลับไปถึงที่มาของความรู้และความเข้าใจที่ผมมี ผมจึงเห็นใจมือใหม่หัดส่อง และด้วยความเข้าใจ ผมจึงพยายามจะช่วยทุกทางเท่าที่ทำได้เพราะท่านจำเป็นจะต้องหาพระเฉพาะ "แท้ดูยาก" หรือ " แท้แต่ไม่สวย" เป็นส่วนใหญ่พระ แท้ดูง่าย แท้และสวย แทบไม่เหลือแล้วพอเห็นบ้าง ก็แพงลิบลิ่ว ดังนั้น ผมพูดแบบไม่ล้อเล่นเลยครับ ว่า ท่านจำเป็นต้อง "เก่งกว่า" เซียน

"ดูเป็นกว่า" คนขายพระตามแผง จึงห้ามไปถามเซียน หรือร้านขายพระ เป็นอันขาด จึงจะหาพระที่ "ลอดตาเซียน" ไปได้ในราคาที่ไม่สูงนัก ผมทราบดีว่ามันยาก
แต่เราก็มีทางเลือกไม่มาก

เราจึงต้องพัฒนาสายตาให้ "แซง" คนทั้งสองกลุ่มให้ได้ครับ จะแซงอย่างไรนั้น ผมขอเสนอแนะไว้พอเป็นแนวทางนะครับ ข้อที่ 1 อ่านตำรามากๆ นำหลักการมาปรับใช้ แต่อย่าเดินตามตำรา เพราะ ตำรามักเขียนโดยเซียน ที่เน้นด้านพุทธศิลป์ ดูพิมพ์เป็นหลัก มวลสารและเนื้อเป็นรอง พุทธศิลป์ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่พระที่โชว์ อาจไม่ใช่องค์ที่มีความละเอียดถูกต้อง เพราะไม่มีพระองค์ไหนเหมือนกัน 100% และ น่าจะหายากที่มีพิมพ์ถูกต้องตามหลักพุทธศิลป์ดั้งเดิม 100%

จึงต้องอ่านมาก และจับ Pattern ให้ได้ อย่าจำรายละเอียดของพระแต่ละองค์ ข้อที่ 2 หาจุดร่วมของพระต่างๆ ทั้งเนื้อและพิมพ์ ที่ไม่บอกไว้ในตำรา เพราะ จุดต่างๆที่บอกไว้ในตำรา ช่างทำพระเก๊เขาทราบดี และทำไว้ให้ดูหมดแล้ว แม้จะไม่เหมือน “เป๊ะ” นักส่องมือใหม่ก็มักจะยังแยกไม่ออกและตำราก็จะเขียนคำใหญ่มาก “เป็นธรรมชาติ” ที่แม้แต่เซียนก็ยังเถียงกันเอง

มือใหม่อย่างเรามีหรือจะย่อยได้ และเข้าใจคำใหญ่ๆแบบนี้ ข้อที่ 3 ดูแต่พระแท้ๆ ชำเลืองมองพระเก๊ ไม่มีองค์จริงดูรูปไปก่อน เพราะจะทำให้เราชินกับพิมพ์และเนื้อพระแท้ การพัฒนาการทางความรู้จะเร็ว ดูไปทำความเข้าใจไป อ่านประวัติและการพัฒนาการขององค์พระ จะทำให้เข้าใจได้เร็ว ข้อที่ 4 เน้นการดูเนื้อเป็นหลัก พิมพ์เป็นรอง ที่สวนทางกับเซียน และร้านขายพระ เราจะได้พระที่เขาตีเก๊ เพราะพิมพ์ไม่ตรงกับที่เขาคิดไว้
และด้วยหลักของเขา เขามักจะไม่ดูเนื้อ

ถ้าเราดูเนื้อได้ ค่อยมาหาคำอธิบายพิมพ์ และหาที่ลงให้ถูกต้อง หลักคิดที่สำคัญ อย่าเดินตามรอยเซียน เพราะจะไม่มีอะไรเหลือให้ท่านเลย เดินย้อนศรเดินเร็วกว่า และเดินคนละวิธีเท่านั้น ที่จะหลบพระเก๊ดูยาก และได้พระแท้ดูยากมาครอบครองครับ

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 พฤษภาคม, 2013, 12:29:13 PM โดย admin »